ละหมาด 5 เวลาลดอาการปวดหลัง

ละหมาด 5 เวลาลดอาการปวดหลัง

มุสลิมละหมาดกันอย่างน้อยวันละ 5 เวลา ในการละหมาดนั้นไม่ใช่แค่สวดมนต์แต่มีท่าทางต่างๆ ประกอบ อยู่ด้วย เช่น ยืนตรง โค้งตัว คุกเข่า หมอบกราบ นั่งบน เท้า นั่งยืดหลัง มีการสวดมนต์เป็นภาษาอาหรับประกอบ ท่าทางที่เปลี่ยนไปตาม จังหวะเช่นนี้มีรายงานวิจัยออก มาว่าให้ผลดีต่อสุขภาพแผ่นหลังส่วนล่างหรือส่วนที่เชื่อม ต่อกับสะโพกที่เรียกกันว่าหลังช่วงล่าง (Lower Back) ดร.โมฮำามัด คาซอเนห์ (Mohammad Khasawneh) เป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาการระบบและวิศวอุตสาหการ มหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน(Binghamton University) แห่งรัฐ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาและทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาโปรแกรม คอมพิวเตอร์ศึกษาผลของการเคลื่อนไหวในท่าต่างๆของ ร่างกายที่มีต่อการยืดและคลายกล้ามเนื้อตามจุดต่างๆ ตลอด จนผลที่มีต่อกระดูก เส้นเอ็นทั่วร่างกาย จากนั้นนำามาศึกษา การเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่างๆระหว่างการละหมาดเทียบ กับการทำาโยคะและการทำากายภาพบำาบัด ผลงานวิจัยตี พิมพ์ในวารสาร The International Journal of Indus-trial and Systems Engineering ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สิ่งที่พบคือการเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ ส่งผลให้ระบบกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเกิดการคลายตัวซึ่งสามารถลดความเครียดของร่างกาย ตลอดจนความล้าของจิตใจได้ ทีมวิจัยระบุว่าเคยมีงานวิจัยทางด้านกล้ามเนื้อ โครงสร้างร่างกายและระบบประสาท (Neuro-musculoskeletal) ว่าความผิดปกติในระบบเหล่านี้ลดลงได้ด้วยการทำาโยคะและกายภาพบำาบัด ครั้งนี้ทำการ ศึกษาผลดีของการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ทำาในการละหมาด สิ่งที่พบคือการ ละหมาดจัดเป็นการรักษาสุขภาพอย่างหนึ่ง จุดที่ร่างกายได้รับการรักษาผ่านการละหมาดนั้นช่วยป้องกันปัญหาอาการเจ็บหลังช่วงล่าง (Low back pain) ได้

ทีมวิจัยพบว่าการเคลื่อนไหวจากการละหมาดช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหลังได้ดีกว่าวิธีการทางกายภาพบำาบัดซึ่งทาง National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH) safety limits กำหนดเป็น ค่าความปลอดภัยไว้ เนื่องจากให้ผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและกระดูกน้อยกว่า โดย พบว่าท่าทางการโค้งตัวโดยใช้มือทั้งสองจับเข่าเช่นเดียวกับท่าทางละหมาดที่เรียกว่า “รูกัวะ” (Ruku) ช่วยลดอาการเจ็บหลังของผู้ป่วยได้ ผู้วิจัยยังแนะนำาให้หยุดอยู่ในท่าหมอบกับพื้นหรือท่า “ซูหยูด” (Sajjadh) ให้นานขึ้น เนื่องจาก มีส่วนช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ล้าจากการทำางานทั้งวัน ทีมวิจัยให้ข้อสรุปไว้อย่างนั้นมีงานวิจัยชิ้นอื่นๆกล่าวถึงผลดีของการกำาหนดเวลาละหมาด ตลอดจน ผลของการสวดมนต์สงบจิตในการละหมาดไว้ เมื่อนำาเรื่องท่าทางในการละหมาด ผสมผสานเข้ากับกำาหนดเวลาของการละหมาดและการสวดมนต์ นักวิจัยพบว่ามี ประโยชน์ที่จะได้รับจะยิ่งมีมากขึ้น ใครไม่เคยละหมาดควรลองทำาดู ทำาให้ถูกต้อง ก็แล้วกัน

โดย…รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

กินอย่างไรไม่ให้ง่วง หลังมื้อกลางวัน

กินอย่างไรไม่ให้ง่วง หลังมื้อกลางวัน

            งานโหดสำหรับการบรรยายที่ผมเจอบ่อยๆ คือได้รับเชิญ ให้บรรยายในชั่วโมงหลังมื้ออาหารเที่ยง เพราะสิ่งที่มักเกิดขึ้นกับ บรรดาผู้ฟังบรรยายคืออาการ “หนังท้องตึง หนังตาหย่อน” ง่วงกันไปทั้ง ห้อง คำถามคือเหตุใดคนเราจึงง่วงกลางวันกันบ่อยนัก มีอาหารชนิด ไหนบ้างที่ช่วยป้องกันอาการง่วงที่ว่านี้ได้ เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์มัก เข้าใจผิดว่าความง่วงเป็นผลมาจากฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือดเมื่อกินอาหารที่มีแป้งมาก ความเข้าใจที่ถูก คือเซโรโทนินแม้ทาให้สงบลงก็จริงแต่ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทาให้ง่วง อย่างที่เคยเข้าใจกันนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ชื่อ ดร.เดนิส เบอร์ดากอฟ (Denis Burdakov) ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงใน วารสาร Neuron ในเดือนพฤศจิกายน 2011 อธิบายว่าโอเร็กซิน (orexin) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในสมองส่วนไฮโปธาลามัส ส่งสัญญานผ่านสารสื่อประสาทสองตัวที่ชื่อว่า “โอเร็กซิน/ ไฮโปเครติน”(orexin/hypocretin) ปลุกให้ร่างกายตื่นตัวกระทั่งเกิด การเผาผลาญพลังงานขึ้นมาได้ สิ่งที่ ดร.เบอร์ดากอฟและทีมงาน พบก็คือโปรตีนกระตุ้นการสร้างสารสองตัวนี้มากกว่าสารอาหาร ตัวอื่น อาหารกลางวันที่มีโปรตีนสูงจึงช่วยให้ตื่นตัวได้ดีกว่า ในการ ทดลองมีการใช้หนูซึ่งผ่านการตัดต่อยีนบางตัวส่งผลให้สารโอเร็กซิน/ ไฮโปเครตินเกิดการเรืองแสงขึ้นมาได้ในเลือด จากนั้นจึงทาการศึกษา ซึ่งพบว่าอาหารโปรตีนช่วยทาให้สารโอเร็กซิน/ไฮโปเครตินในสมอง เพิ่มขึ้นได้จริง ผลที่ตามมาคือร่างกายเกิดการตื่นตัวไม่ง่วงเหงา ทีมวิจัย พบว่าแป้งและน้าตาลทาหน้าที่ยับยั้งการสร้างโอเร็กซิน/ไฮโปเครติน จากเซลล์โอเร็กซินในสมอง คนที่กินแป้งมากการสร้างโอเร็กซิน/ไฮโป เครตินจึงลดลง ขณะเดียวกันสารเซโรโทนินในสมองยังเพิ่มขึ้น ผลที่ ตามมาคือคนท่ีกินแป้งมากจะเกิดอารมณ์สงบไม่กระฉับกระเฉง ขณะ เดียวกันก็เกิดอาการง่วงซึ่งเป็นผลมาจากสารโอเร็กซิน/ไฮโปเครติน ที่ลดลง ไม่ได้เป็นผลจากเซโรโทนินอย่างที่เคยเข้าใจกัน
         อาหารกลางวันมักมีแป้งสูง ทั้งในการประชุมมักนิยมใช้ขนมประเภท แป้งเป็นอาหารว่าง แม้จะมีชากาแฟเสริมให้ด้วยแต่บ่อยครั้งกลับไม่ช่วยสัก เท่าไหร่ นักวิจัยจึงแนะนำให้จัดอาหารกลางวันที่มีโปรตีนสูง ประเภทไข่หรือนม ซึ่งย่อยง่าย แทนที่จะเน้นไปที่แป้ง อาหารว่างยังแนะนำให้เป็นขนมปังกับไข่โดย ไม่แนะนาให้เป็นขนมปังกับแยม หรือประเภทเค้กที่เป็นแป้งล้วน การเสริมโปรตีน ช่วงอาหารกลางวันรวมทั้งการเสิร์ฟกาแฟร่วมกับอาหารว่างที่มีโปรตีนจากไข่ที่ ย่อยและดูดซึมง่ายจะช่วยให้กระฉับกระเฉงได้มากกว่า โดยสรุปคือหากไม่อยาก ง่วงเหงาหาวนอนหลังอาหารมื้อกลางวันเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารและ อาหารว่างให้เป็นโปรตีนจะช่วยให้ผู้ฟังบรรยายหายง่วงได้ ปัญหามีเพียงว่าเรา จะบังคับให้ผู้จัดงานเสริมโปรตีนให้ผู้ฟังมากขึ้นได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้แหละท่ี เรียกว่าโหดของแท้

ท่าเรือลอยฟ้า

ท่าเรือลอยฟ้า

 

ท่าเรือไม่ว่าจะเป็นท่าที่ประเทศไหนน่าจะอยู่บนบกบริเวณที่ติดอยู่กับน้ำ หรือไม่ก็ต้องอยู่ในน้ำเพื่อให้เรือที่แล่นไปมาสามารถเข้าเทียบจอดและขนถ่าย คนหรือสินค้าหรืออะไรก็ตามที่อยู่ในเรือให้ออกจากเรือโดยจะขึ้นบนฝั่งหรือย้ายไปยังเรืออีกลำหนึ่งก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ท่าเรือที่ว่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นท่าเรือปกติ ส่วนท่าเรือที่จะเขียนถึงนี้กลับลอยอยู่บนฟ้า เชื่อมติดอยู่กับบอลลูนที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักขนาด มหาศาลได้ ท่าเรือประหลาดที่ว่านี้เป็นแนวคิดของนายเจเรมี ไวเลย์ (Jeremy Wiley) ผู้จัดตั้งบริษัท Tethered Air แห่งสหรัฐอเมริกา

ในเชิงเศรษฐกิจ การขนส่งสินค้าจำนวนมหาศาลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หากจะให้ประหยัดกันถึงที่สุดเห็นทีจะเป็นการขนส่งทางเรือข้ามจากมหาสมุทร หนึ่งไปอีกมหาสมุทรหนึ่ง เพราะขนส่งไปได้ไกลไม่จำเป็นต้องสร้างระบบขนส่งทางถนนหรือระบบรางให้สิ้น เปลือง สินค้าจำนวนมากมายสามารถขนส่งจากประเทศหนึ่งผ่านมหาสมุทรหรือทะเลไปยังอีก ประเทศหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศต้นทางหรือปลายทาง ท่าเรือล้วนแสดงบทบาทสำคัญทางด้านการขนส่งที่ว่านี้ทั้งนั้นเพราะเป็นต้นทาง และปลายทางที่สินค้าจะถูกนำเข้าและออกจากเรือ เรือยิ่งลำใหญ่ ยิ่งบรรทุกน้ำหนักได้มากก็ยิ่งกินน้ำลึก การสร้างท่าเรือจึงใช้ทุนมหาศาลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ยอมให้เรือสินค้า ขนาดใหญ่เข้าจอดเทียบท่าได้ จากนั้นจึงใช้เครนยักษ์ขนสินค้าเข้าและออกจากเรือ ลงทุนในเรื่องการสร้างท่าเรือกันมากมายหาศาลแล้วยังต้องก่อสร้างระบบถนนและ โลจิสติกส์เชื่อมท่าเรือเข้ากับเมืองและแหล่งอุตสาหกรรมต้องหมดทุนลงอีกมาก ทั้งทำเลที่ตั้ง ทั้งเงินลงทุน ทั้งแหล่งอุตสาหกรรมที่พรั่งพร้อมอย่างนี้เองที่ทำให้ท่าเรือสำคัญๆในโลกนี้ มีอยู่จำกัด ไม่ใช่ว่าประเทศไหนๆเพียงแค่มีเงินก็สามารถมีท่าเรือดีๆกับเขาได้

ปัญหาใหญ่ของเรือขนส่งสินค้าคือศักยภาพในการขนถ่ายสินค้าเข้าและออกจากเรือ ส่วนใหญ่ใช้เครนขนาดใหญ่ให้ทำหน้าที่นี้กันทั้งนั้น อีกทั้งจะต้องมีสถานที่เก็บตู้สินค้าที่มีจำนวนนับพันนับหมื่นตู้ การสร้างท่าเรือดีๆสักแห่งจึงใช้เงินลงทุนมหาศาล ขนาดประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศส่งออกสำคัญยังมีท่าเรือดีๆไม่กี่แห่ง อย่างที่กรุงเทพฯ แหลมฉบัง และที่สงขลา ซึ่งอยู่ทางด้านอ่าวไทยทั้งนั้น ในขณะที่มหาสมุทรใหญ่อย่างอินเดีย ประเทศไทยไม่มีท่าเรือระดับท่าเรือน้ำลึกในบริเวณนี้เลยแม้แต่แห่งเดียว ประเทศไทยเคยวางแผนที่จะมีท่าเรือน้ำลึกดีๆสักแห่งบริเวณทะเลอันดามันเพื่อ จะได้ไม่ต้องพึ่งพาบริการจากท่าเรือปีนังหรือท่าเรือกลังของมาเลเซีย รัฐบาลมีแนวคิดที่จะสร้างท่าเรือที่ปากบารา จังหวัดสตูลเพราะเป็นเขตน้ำลึก มีความเหมาะสมทุกประการ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาทางสร้างไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พากันต่อต้านบอกไว้ว่าท่าเรือแห่ง นี้ทำลายสิ่งแวดล้อมมากเกินไป หากในที่สุดสร้างไม่ได้เห็นทีจะต้องใช้แนวคิดของนายไวเลย์เป็นคำตอบแล้วล่ะ ครับเพราะไม่ต้องสร้างท่าเรือ อีกทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำได้อย่างนี้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาจไม่ต่อต้านเลยก็ได้

วิธีของนายไวเลย์คือจัดหาบริเวณชายฝั่งที่มีความเหมาะสมต่อการจอดเรือ ไม่มีคลื่นลมมากนักจากนั้นจึงสร้างเครนหุ่นยนต์ขนาดยักษ์เชื่อมโยงสายเคเบิล เข้ากับบอลลูนที่ลอยตัวอยู่เหนือผิวทะเล โดยต้องเป็นบอลลูนที่สามารถรับน้ำหนักได้มหาศาล เมื่อเรือจอดสนิทแล้วจึงจัดการนำเครนหุ่นยนต์เหล่านั้นดึงตู้สินค้าออกจาก เรือก่อนที่จะขนส่งไปยังฝั่งจุดใดจุดหนึ่งที่เตรียมไว้หรืออาจจะเป็นหลายจุด ก็ยังได้ ขึ้นกับความสามารถของชายฝั่งที่จะรองรับสินค้า การขนส่งสินค้าขึ้นเรือจะใช้วิธีการเดียวกันนั่นคือใช้เครนยกสินค้าจากฝั่ง ขึ้นไปบนเรือ วิธีการเช่นนี้ทำให้ไม่จำเป็นที่เรือจะต้องจอดเทียบท่าเรือ ลดค่าใช้จ่ายทางด้านการสร้างท่าเรือไปได้มากโข ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งลดลง เป็นวิธีการลดค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์ได้มาก ทำให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันของบริษัทและของประเทศเพิ่มขึ้นได้ ระบบท่าเรือลอยฟ้าที่ว่านี้ ทั้งติดตั้งง่ายถอดถอนง่าย สามารถเคลื่อนย้ายไปบริเวณไหนๆก็ได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอีก หากต้องการขนส่งสินค้าไปทางภาคใต้ของประเทศไทยแทนที่จะต้องส่งเข้ากรุงเทพฯ หรือแหลมฉบังก่อนเพราะใช้ท่าเรือสงขลาขนส่งสินค้าบางชนิดเสี่ยงเกินไป สินค้าขึ้นฝั่งที่กรุงเทพฯหรือแหลมฉบังแล้วยังต้องขนโดยระบบถนนหรือระบบราง ส่งไปยังภาคใต้ สิ้นเปลืองงบประมาณด้านโลจิสติกส์หลายซับหลายซ้อนอย่างนี้ท่าเรือลอยฟ้าชั่ว คราวเสนอตัวที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

วิธีการที่นายไรเลย์คิดคือจัดการติดตั้งท่าเรือลอยฟ้าชั่วคราวไว้ไม่ไกล จากบริเวณที่ต้องการส่งสินค้า โดยหาชายฝั่งที่น้ำลึกพอและคลื่นลมสงบในการขนส่งสินค้า หรืออาจจะติดตั้งท่าเรือเล็กที่ใช้กันคลื่นกันลม ไม่ต้องถึงขนาดลงทุนสร้างท่าเรือกันใหญ่โตตามแนวคิดแบบเก่า เพียงเท่านี้ก็ได้ท่าเรือลอยฟ้าไว้ใช้ขนส่งสินค้าไม่ไกลจากจุดหมายที่ต้องการแล้ว บอลลูนที่ลอยอยู่บนฟ้าไม่จำเป็นต้องสูงมากนักเอาแค่ความสูงของบอลลูนที่ใช้ ในการถ่ายทอดเกมส์ฟุตบอลเท่านั้น จากนั้นเชื่อมโยงเข้ากับเคเบิลสี่เส้นที่เชื่อมเข้ากับสินค้า การขนส่งโดยอาศัยเคเบิลทั้งสี่เส้นที่ว่านี้ใช้กลไกการทำงานของหุ่นยนต์ ทำให้ตู้สินค้าเคลื่อนที่ไปมาในกรอบของเคเบิลทั้งสี่เส้น หากจะว่ากันไปแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ โดยทหารสหรัฐใช้ในการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ระหว่างสงครามอิรักครั้งแรก เพียงแต่ต้องปรับปรุงศักยภาพให้เพิ่มขึ้นเท่านั้น ราคาค่าก่อสร้างท่าเรือลอยฟ้าลักษณะนี้เพียงแค่ 210-300 ล้านบาท เมื่อสร้างขึ้นแล้วยังสามารถใช้งานไปได้หลายปี คิดอยากจะย้ายเมื่อไหร่ก็ย้ายได้ เทียบกับราคาค่าก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกก็บอกได้เลยว่าประหยัดค่าก่อสร้างได้ หลายหมื่นล้านบาท เรือขนส่งสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการอาจต้องดำเนินการทีละลำหรือทำได้ไม่มาก เท่ากับท่าเรือของแท้ แต่การขนส่งทำได้รวดเร็ว หากบริหารจัดการดีๆ ความแตกต่างจากท่าเรือน้ำลึกแทบจะไม่มีให้เห็นเลย เรื่องนี้ยังเป็นแค่แนวคิดที่นายไรเลย์มั่นใจว่าสามารถทำได้ และมีตัวอย่างให้เห็นกันมาก่อนแล้ว โดยยังไม่มีการนำมาใช้ในด้านการพาณิชย์จริงๆ หากประเทศไหนในอาเซียนคิดจะทำก็น่าจะทำได้ ยกเว้นแต่ประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลานี้ไม่ควรคิดอะไรใหม่ แค่คิดเลิกทะเลาะกันให้ได้ก็น่าจะพอแล้ว

 

บทความโดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน
07 เมษายน 2557

ธนาคารอุจจาระ เกิดขึ้นแล้วในโลก

ธนาคารอุจจาระ เกิดขึ้นแล้วในโลก

 

ธนาคารเลือด (Blood Bank) หรือธนาคารที่เก็บรักษาเลือดจากผู้บริจาคไว้รอเปลี่ยนถ่ายให้แก่ผู้ป่วยหรือ ผู้บาดเจ็บที่ต้องการเลือด พวกเรารู้จักดีกันอยู่แล้ว ธนาคารอวัยวะ (Organ Bank) ซึ่งเป็นธนาคารที่เก็บรักษาอวัยวะชนิดต่างๆที่มีผู้บริจาคไว้เพื่อรอเปลี่ยนถ่ายให้กับผู้ป่วยที่ประสงค์จะได้รับอวัยวะเพื่อทดแทนอวัยวะของตนเอง พวกเราก็รู้จักกันดีอีกเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ไม่น่าจะมีใครรู้จักธนาคารอุจจาระ (Stool Bank หรือ Feces Bank) ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรอการเปลี่ยนถ่ายอุจจาระให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการอุจจาระใหม่อย่างแน่นอน อาจไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีธนาคารพิเรนทร์ลักษณะนี้อยู่ในโลก

พวกเราส่วนใหญ่คงไม่เคยคิดว่าปัจจุบันอุจจาระของคนปกติที่ไม่มีปัญหาโรคทางเดินอาหารเลย ไม่กินยาปฏิชีวนะที่ทำลายสุขภาพของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะกลายเป็นสินทรัพย์ไปได้ ใครจะไปคิดว่าอุจจาระที่คนส่วนใหญ่มองว่าแทบไม่มีค่าอะไรเลยนอกจากจะมีบางหน่วยงานเท่านั้นที่นำเอาไปทำปุ๋ย ถึงวันหนึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล อาจเป็นไปได้ด้วยซ้ำว่าในอนาคตอุจจาระจะกลายเป็นสินค้าที่คนบางคนนำเอาไปขาย เหมือนที่มีบางคนเที่ยวเร่ขายเลือดหรืออวัยวะกันในวันนี้ อะไรที่ไม่เคยเชื่อเห็นทีจะเชื่อได้แล้วว่าเรื่องอย่างนี้มันมีทางที่จะเป็นไปได้จริงๆ

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่ามีอะไรดีในอุจจาระจึงทำให้มีคนคิดตั้งธนาคารอุจจาระขึ้นมาเหมือนธนาคารอวัยวะยังไงยังงั้น ครั้งที่สอนหนังสือวิชาทางด้านสรีระวิทยาโภชนาการ ผมถามนิสิตที่เรียนอยู่บ่อยๆว่าอุจจาระของคนเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เกือบร้อยละร้อยจะตอบว่าเนื้ออุจจาระส่วนใหญ่คือใยอาหารที่มาจากอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ทำให้ต้องขับออกมากับอุจจาระ นอกจากนิสิตนักศึกษาจะเข้าใจอย่างนั้นแล้วคนทั่วไปมักตอบในลักษณะเดียวกัน สรุปเอาเป็นว่ามีคนน้อยมากที่รู้ว่าในเนื้ออุจจาระนั้นส่วนใหญ่คือมวลแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ไม่ใช่ใยอาหารอย่างที่เคยเข้าใจกัน

ร่างกายของมนุษย์เราเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เกือบพันชนิด มีอยู่ประมาณ 400 ชนิดที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทั้ง 400 ชนิดที่ว่านี้แต่ละชนิดมีปริมาณมหาศาลนับเป็นจำนวนเซลล์รวมกันแล้วได้ มากกว่าเซลล์ของร่างกายถึงสิบเท่าหรือมีกว่าร้อยล้านล้านเซลล์ อาศัยในร่างกายมนุษย์ในลักษณะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ว่านี้เรียกกันในชื่อรวมๆว่านอร์มอลฟลอร่าบางครั้ง เรียกกันว่า “โปรไบโอติกส์” (Probiotics) อาศัยในกระเพาะอาหารเจริญเติบโตด้วยเศษอาหารที่เหลือจากระบบย่อยอาหารใน กระเพาะและสำไส้เล็ก เกือบทั้งหมดเป็นกากใยจากอาหารที่ร่างกายมนุษย์ย่อยไม่ได้ กากใยเหล่านี้มีอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำกับบาง ส่วนที่เป็นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ โดยใยอาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารให้กับแบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียย่อยใยอาหารแล้วก็ถ่ายของเสียที่เป็นกรดตัวเล็กๆที่เป็น ประโยชน์ต่อสุขภาพของทางเดินอาหาร

แบคทีเรียพวกโปรไบโอติกส์เจริญเติบโตได้รวดเร็ว หลายส่วนตายลงทิ้งซากทับถมไว้รวมกับบางส่วนที่ไม่ตายต่างถูกขับออกจากร่างกายกลายเป็นมวลอุจจาระ แบคทีเรียเหล่านี้นอกจากจะสร้างอุจจาระที่ทำให้ระบบขับถ่ายของมนุษย์ทำงานดีขึ้นแล้วมันยังทำหน้าที่ต้านทานโรคที่เกิดจากแบคทีเรียหรือไวรัสชนิดก่อโรค เป็นระบบต้านทานโรคที่สำคัญมากในร่างกายมนุษย์ แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ส่วนที่ยังมีชีวิตและถูกขับออกมากับอุจจาระจึงมีคุณค่า มหาศาลกระทั่งถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สามารถเปลี่ยนถ่ายให้กับคน อื่นๆที่มีปัญหาขาดแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ เรื่องราวของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จึงเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ๆ พบว่าผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีปัญหาความผิดปกติ ในระบบทางเดินอาหารมีความเสี่ยงต่อมะเร็งทางเดินอาหาร ผู้ป่วยบางกลุ่มเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วนรวมทั้งโรคอีกหลายโรค วิธีการรักษาง่ายๆคือนำเอาแบคทีเรียจากลำไส้ใหญ่ของคนปกติเปลี่ยนถ่ายเข้าไป ในลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วยเพียงเท่านี้ผู้ป่วยก็มีอาการดีขึ้นได้แล้ว เป็นความรู้ใหม่ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นมาได้เมื่อต้นศตวรรษที่ 21 นี้เอง

บริษัท OpenBiome (OB) ตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเส็ตต์ สหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญทางด้านแบคทีเรียลำไส้ใหญ่ รู้ว่าชนิดไหนทำหน้าที่อะไร กลุ่มไหนให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ทาง OB สะสมแบคทีเรียจากอุจจาระของผู้บริจาคนำมาเพาะเลี้ยงสร้างประชากรแบคทีเรีย ที่มีคุณภาพจากนั้นจึงจำหน่ายไปยังโรงพยาบาลที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายแบคทีเรีย ลำไส้ใหญ่ให้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ ติดเชื้อ Clostridium Difficile ที่รุนแรงถึงขนาดคร่าชีวิตได้

สามเดือนนับแต่เดือนกันยายน 2013 ถึงเดือนธันวาคม 2013 ทาง OB ส่งตัวอย่างแบคทีเรียแช่แข็งจำนวน 135 ตัวอย่างให้กับ 13 โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยโรคแบคทีเรียที่ว่านั้นด้วยการ เปลี่ยนถ่ายแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่เรียกกันว่า poop transplant ไปแล้วนับร้อยราย ในสหรัฐอเมริกาแต่ละปีมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคจากแบคทีเรีย Clostridium Difficile ประมาณ 14,000 ราย การศึกษาในปี 2011 พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับแบคทีเรียหรือโปรไบโอติกส์ผสมที่สะอาดในรูปแคปซูลหรือ โดยการเปลี่ยนถ่ายโดยการเพาะโดยตรงเข้าในลำไส้ใหญ่สามารถรอดชีวิตไม่น้อย กว่าร้อยละ 92 นับว่าได้ผลจริงๆ

ไม่นานมานี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือเอฟดีเอของสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ OB ผลิตยาแคปซูลที่ผลิตขึ้นจากแบคทีเรียลำไส้ใหญ่ของคนที่มีสุขภาพดีออกวาง จำหน่ายในรูปของยาแล้ว มีคนทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามหากจะว่าไปแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะญี่ปุ่นพัฒนานมเปรี้ยวที่มีแบคทีเรียจากอุจจาระของคนญี่ปุ่นวางจำหน่าย มานานกว่าสี่สิบปีแล้ว เพียงแต่แบคทีเรียกลุ่มใหม่จาก OB มีพัฒนาการสูงขึ้นไปอีกหลายขั้น ให้ประโยชน์ทางด้านการรักษาผู้ป่วยมากกว่านมเปรี้ยวของญี่ปุ่นหลายเท่า

มาถึงวันนี้ใครจะไปเชื่อว่าคนเราต้องมานั่งกินอุจจาระของคนอื่นในรูปของยา เพื่อรักษาสุขภาพทางเดินอาหารของตนเอง แม้ไม่อยากจะเชื่อแต่ขอให้ทราบเถิดว่าเรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และธนาคารอุจจาระอย่างที่บอกก็เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆในสหรัฐอเมริกา เป็นธนาคารอุจจาระแห่งแรกในโลก

 

บทความจาก รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน
4 เมษายน 2557

ตรวจดีเอ็นเอรวดเร็วราคาถูก

ตรวจดีเอ็นเอรวดเร็วราคาถูก

 

เทคโนโลยีวันนี้ก้าวไปเร็วอย่างแทบไม่น่าเชื่อ เมื่อแค่ยี่สิบปีมาแล้ว รัฐบาลสหรัฐอเมริการ่วมกับสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เปิดโครงการจีโนมมนุษย์หรือ Human Genome Project เพื่อตรวจคู่เบสทั้งหมดที่มีอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ใช้เวลาดำเนินการนานสิบปีหมดเงินไปกว่าสามพันล้านเหรียญสหรัฐ โดยตั้งใจจะให้เป็นของขวัญสำหรับโลกฉลองสหัสวรรษใหม่ในปี ค.ศ.2000

งานวิจัยด้านจีโนมหรือพันธุกรรมมนุษย์โชคดีอยู่ตรงที่สหรัฐอเมริกาแม้จะเป็นเจ้าของทุนก้อนใหญ่แต่ยังปรากฏว่ามีนักวิทยาศาสตร์จากชาติอื่นๆเข้ามาร่วมอยู่มาก เมื่อทำงานสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์อเมริกันบางคนเห็นว่าผลงานนี้น่าจะให้ประโยชน์ในทางธุรกิจอย่างมหาศาล ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ฟากฝั่งยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่นำโดยศาสตราจารย์ ดร.จอห์น ซัลสตัน (John Sulston) จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ต่อสู้ให้งานวิจัยดังกล่าวกลายเป็นของขวัญในทางวิชาการให้กับคนทั้งโลก วันนี้เราจึงใช้ข้อมูลวิจัยดังกล่าวได้ฟรี ส่วน ดร.ซัลสตัน เองได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นอัศวินระดับเซอร์ไปในที่สุด

เหตุที่ต้องชื่นชมนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มากนักก็เพราะขณะที่นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกำลังดำเนินงานวิเคราะห์ดีเอ็นเอตามโครงการจีโนมมนุษย์อยู่นั้น จู่ๆก็มีนักวิจัยมือดีชื่อ ดร.จอห์น เครกเวนเตอร์ (John Craig Venter) แห่งแคลิฟอร์เนียกับทีมงาน นำเอาเทคโนโลยีไอทีพ่วงเข้ากับเทคโนโลยีดีเอ็นเอทำให้แม้จะเริ่มงานช้ากว่ากลุ่มแรกอยู่หลายปี แต่กลับวิเคราะห์ดีเอ็นเอมนุษย์เสร็จก่อน

ดร.เวนเตอร์เป็นนักธุรกิจเต็มรูปแบบ คิดถึงแต่แผนที่จะจดสิทธิบัตร และขายข้อมูลเพื่อการค้า ดังนั้นหากพระเจ้าไม่ให้ ดร.ซัลสตันและทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติซึ่งรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์อเมริกันในทีมมาเกิด ป่านฉะนี้เห็นทีคนทั้งโลกคงต้องจ่ายเงินค่าข้อมูลดีเอ็นเอให้กับบริษัทของ ดร.เวนเตอร์กันไปแล้ว

ฐานข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกับของ ดร.เวนเตอร์ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนความเชื่อของนักวิชาการด้านพันธุศาสตร์แทบจะสิ้นเชิง เดิมเคยเชื่อกันว่ามนุษย์มียีนมากกว่าสัตว์ทั้งผองอันเป็นผลมาจากมนุษย์พัฒนามาไกลกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก

เดิมทีคาดกันว่ามนุษย์น่าจะมียีนอยู่ประมาณ 130,000 ยีน สัตว์ประเภทหนูน่าจะมียีนอยู่ประมาณ 3 หมื่นยีน เอาเข้าจริงปรากฏว่าหนูกับมนุษย์มีจำนวนยีนไม่ต่างกัน นั่นคือมีประมาณสองหมื่นยีน โดยมีคู่เบสอยู่สามพันล้านคู่ หากดึงสายดีเอ็นเอของมนุษย์ให้เป็นเส้นยาวแล้วนำมาต่อกันจะได้ความยาวของสายดีเอ็นเอประมาณ 1.8 เมตร หรือเท่ากับส่วนสูงมาตรฐานของชาวตะวันตก

โลกวิชาการหลัง ค.ศ.2000 น่าจะเรียกกันว่าโลกยุคหลังโครงการจีโนม แพทย์และนักวิชาการนำเอาความรู้ด้านยีนมาใช้ในการดูแลรักษาและป้องกันโรคกันมาก เพราะรู้กันอยู่ว่ามีโรคภัยไข้เจ็บมากมายหลายชนิดเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม งานวิจัยที่ทำกันทั่วโลกในยุคหลังโครงการจีโนมทำให้นักวิชาการพอจะบอกได้ว่าโรคไหนเกี่ยวข้องกับยีนตัวใด เมื่อรู้ได้อย่างนี้ การป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับยีนในอนาคตคงไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาสักเท่าไหร่

ข้อมูลด้านพันธุกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียงตัวของคู่เบสในสายดีเอ็นเอมีความสำคัญมาก กระทั่งทำให้งานวิชาการทางด้านจีโนมิกส์ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีหลัง แต่ถึงจะก้าวหน้าสักแค่ไหน งานวิเคราะห์สายดีเอ็นเอทั้งสายยังคงใช้เวลามหาศาล แถมราคาค่าวิเคราะห์ยังมหาโหดอีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องหาทางออกโดยการวิเคราะห์ยีนบางตัวกับตำแหน่งคู่เบสบางตำแหน่งเรียกกันว่าการวิเคราะห์ “สนิป“ (SNP) หรือ Single Nucleotide Polymorphism ดูการเรียงตัวของสายดีเอ็นเอบางจุดก็พอจะบอกถึงความเสี่ยงต่อโรคของคนแต่ละคนได้ แม้จะไม่แม่นยำแต่ก็นับว่าให้ข้อมูลมากพอและประหยัดที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความที่เทคโนโลยีด้านงานวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ราคาค่าวิเคราะห์ยีนและดีเอ็นเอถูกลงเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น ดร.โจนาธาน รอธเบิร์ก (Jonathan Rothberg) แห่งบริษัท Ion Torrent แห่งเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พัฒนาเครื่องวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่เรียกว่า Personal Genome Machine หรือ PGM เครื่องขนาดกระทัดรัดไม่เทอะทะ น้ำหนักแค่ 28 กิโลกรัม นำเสนอด้วยแนวคิดคล้ายๆการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอดีต ราคาเครื่องเท่าไหร่ยังไม่บอก แต่แจ้งว่าหากจะวิเคราะห์สายดีเอ็นเอทั้งสายลูกค้าจ่ายแค่พันเหรียญหรือสามหมื่นบาทเท่านั้น ใช้เวลาวิเคราะห์แค่สองชั่วโมง

ตรวจดีเอ็นเอของมนุษย์ในราคาเดียวกับที่เคยตรวจดีเอ็นเอของแบคทีเรีย ดร.รอธเบิร์ก บอกไว้อย่างนั้น ข้อมูลที่ได้ออกมาพร้อมกับโปรแกรมการวิเคราะห์ที่รวดเร็วจะทำให้แพทย์รู้ได้ทันทีว่าผู้ป่วยมะเร็งมีความผิดปกติของยีนตัวไหน ที่จุดใด ดีเอ็นเอเกิดการผ่าเหล่าอย่างไรกระทั่งทำให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งหรือโรคอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม เครื่อง PGM สามารถให้ข้อมูลออกมาได้ทั้งหมด ก้าวหน้ากันได้ขนาดนี้

เคล็ดลับในการทำงานของเครื่อง PGM อยู่ตรงที่มันไม่ได้ใช้น้ำยาที่เป็นของเหลวเหมือนเครื่องวิเคราะห์ดีเอ็นเอทั่วๆไปที่เรียกกันว่า PCR แต่ใช้เทคโนโลยีไมโครชิบที่เรียกว่า Conventional Microchip Technology หรือ CMT คล้ายการทำงานของไมโครแอร์เรย์พ่วงกับคอมพิวเตอร์ วิธีการนี้ทำให้การทำงานเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น การประมวลผลใช้เทคโนโลยีทางด้าน Bioinformatics

อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับกันว่าถึงแม้นักวิชาการจะล่วงรู้ข้อมูลของคู่เบสทั้งหมดในดีเอ็นเอ ทั้งยังมีเครื่องมือที่สามารถตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ทำงานได้รวดเร็วแถมราคาถูก แต่นักวิชาการยังต้องใช้เวลาอีกสิบปีจึงจะเข้าใจการทำงานของยีนอย่างจริงจัง ดูเอาเถอะหนูกับมนุษย์มีจำนวนยีนไม่ต่างกัน ทั้งชนิดของยีนยังซ้ำกันกว่า 97% เพียงการเรียงตำแหน่งของยีนแตกต่างกันเท่านั้นก็ทำให้หนูกลายเป็นหนู มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ไปแล้ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์เองยังหาคำตอบไม่ได้

หลังจากใช้เวลาสิบปีในการสร้างความเข้าใจ ดร.รอธเบิร์กกล่าวว่านักวิชาการน่าจะใช้เวลาหลังจากนั้นอีกสักสิบปีจึงจะสามารถนำเอาความรู้ด้านดีเอ็นเอไปใช้ในการรักษาโรคแต่ละโรคที่เกิดกับแต่ละคนได้กระทั่งสามารถพัฒนาขึ้นเป็นเวชศาสตร์ยีนรักษาบุคคลหรือ Individualized Gene Therapy ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนในปีหน้าหรือปี 2012 ซึ่งเป็นปีแรกที่เครื่อง PGM จะนำออกมาวางตลาด ถึงตอนนั้นก็คงแค่รู้ข้อมูลดีเอ็นเอของแต่ละคน จากนั้นผสมผสานกับข้อมูลด้านโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่พอมีอยู่บ้างนำไปใช้ในงานด้านยีนรักษาที่วันนี้ยังถือว่าอยู่ในชั้นประถม หากจะต้องรอไปอีกยี่สิบปีอย่างที่ ดร.รอธเบิร์กบอก วงการแพทย์ไทยตอบว่าคงรอไม่ไหว ขอลองรักษาแบบงูๆปลาๆ หากำไรกันไปพลางๆก่อน ซึ่งเรื่องอย่างนี้พวกเราถนัดกันขั้นเทพอยู่แล้ว

บทความจาก
รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

เก็บข้อมูลในรูปดีเอ็นเอ

เก็บข้อมูลในรูปดีเอ็นเอ

อย่าให้ความเครียดทางการเมืองชะลอการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกให้ก้าวไปไกล ต้องไม่ลืมว่าวันนี้มีงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะด้านการแพทย์ตีพิมพ์ออกมาเฉลี่ย 4,110 ชิ้นต่อวัน เอาแต่ทะเลาะกันเรื่องประชาธิปไตยทิ้งเวลาไปเฉยๆสองเดือนโลกวิ่งหนีเราไปเกือบ 250,000 ชิ้นงานเข้าไปแล้ว

ลองมาคุยกันเรื่องไอทียุคใหม่จะดีกว่า พวกเราคงพอรู้กันนะครับว่าในระบบดิจิทัลของคอมพิวเตอร์เขาเก็บข้อมูลในรูปของ “บิต” นั่นคือใช้ตัวเลขสองตัวคือ 0 กับ 1 โดย 0 หมายถึงปิด 1 คือเปิด หากเรียงตัวเลขสองตัวที่ว่านี้เป็นแถวแปดแถวจะเรียกกันว่า 8 บิต แต่ละแถวเปิดปิดแตกต่างกันช่วยให้สร้างลักษณะได้ถึง 256 ลักษณะหรือ 2 ยกกำลังแปด เกิดเป็นหน่วยความจำที่เรียกว่า “ไบต์” หรือหนึ่งตัวอักษรซึ่งมีค่าเป็น 2 ยกกำลัง 0 ซึ่งมีค่าเท่ากับหนึ่ง

ระบบคอมพิวเตอร์ในวันนี้ใช้ระบบประมวลผลในหลัก 32 บิตหรือตัวเลขสองตัวเรียงกัน 32 แถวสามารถสร้างเป็นคำได้มากขึ้นถึง 2 ยกกำลัง 32 เก็บเป็นหน่วยความจำได้สูงขึ้นแต่ยังนิยมเรียกว่าไบต์อยู่ อีกไม่นานจะปรับระบบประมวลผลเป็น 64 บิต ยิ่งทำให้สร้างคำหรือลักษณะได้มากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ แต่ดูเหมือนพวกเรายังพอใจที่จะเรียกว่าไบต์ตามระบบประมวลผล 8 บิตที่ใช้กันอยู่เดิม

หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ในวันนี้สูงขึ้นมาก มีขนาดเป็นกิกะไบต์หรือคิดง่ายๆว่าเป็น 2 ยกกำลัง 30 ตัวอักษรหรือไบต์ซึ่งเท่ากับ 1,073,741,824 ตัวอักษรคิดกันง่ายๆคือ 10 ยกกำลัง 9 หรือหลักพันล้าน แค่นั้นยังไม่พอหน่วยความจำยังขยายเพิ่มเป็นเทราไบต์หรือ 2 ยกกำลัง 40 หรือ 10 ยกกำลัง 12 เพิ่มจำนวนเป็นล้านล้านไบต์เข้าไปแล้ว อีกไม่นานคงได้เห็นระดับเพตะไบต์หรือพันล้านล้านและเอกซะไบต์หรือล้านล้านล้านตัวอักษรซึ่งจะเป็นขนาดความจำที่ใหญ่โตมหึมาแค่ไหนบอกตามตรงว่ายังไม่อยากจะคิด

หน่วยความจำใหญ่โตขนาดนี้เกิดจากการใช้รหัสแค่ตัวเลขสองตัวเท่านั้นคือ 0 กับ 1 ลองคิดดูว่าหากเพิ่มตัวเลขเป็นสี่ตัวคือ 0-3 แล้วจับมาเรียงสลับตัวเลขกันไปมาจะยิ่งสร้างหน่วยความจำได้มโหฬาร เรื่องอย่างนี้นักคอมพิวเตอร์เขายังไม่ได้ทำแต่นักชีววิทยาได้ทดลองทำกันแล้ว โดยเลียนแบบจากระบบดีเอ็นเอซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลของชีวิต เก็บข้อมูลในรูปของรหัสที่สร้างจากเบสซึ่งเป็นสารเคมีประเภทกรดนิวคลีอิกสี่ตัว ได้แก่ A, T, C, G

ตอนกลางปี 2012 นักคณิตศาสตร์ชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจัดการเปลี่ยนหนังสือที่มีถ้อยคำอยู่ 53,000 คำให้กลายเป็นหนังสือดิจิตอลแนวใหม่แทนที่จะเป็นดิจิตอลฐานสองกลับเป็นดิจิตอลแบบฐานสี่ และแทนที่จะเก็บในรูปของหน่วยความจำแบบคอมพิวเตอร์ชิบกลับสร้างเป็นดีเอ็นเอที่เรียงร้อยกันด้วยคู่เบส ATCG เหมือนการสร้างสายดีเอ็นเอยังไงยังงั้น

การเก็บข้อมูลในรูปดีเอ็นเอไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องที่เพิ่งคิดจะทำกันเมื่อไม่นานมานี้แต่เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานานพอสมควร เพียงแต่หนังสือเล่มที่ว่านี้กลายเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลทั่วไปในรูปดีเอ็นเอที่นับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด ส่วนการอ่านเนื้อหาหรือถ้อยความในดีเอ็นเอที่ว่านั้นเขาใช้วิธีถอดรหัสด้วยเทคโนโลยีการถอดรหัสดีเอ็นเอที่รู้จักกันดีอยู่แล้วจากนั้นจึงอ่านเป็นข้อมูลออกมาโดยใช้เทคโนโลยีการเรียงลำดับของจีน (gene-sequencing technology)

ดร.จอร์จ เชิร์ช (George Church) เป็นนักพันธุศาสตร์ที่เชี่ยวชาญงานทางด้านคณิตศาสตร์ชีววิทยาเป็นผู้นำในการพัฒนางานที่ว่านี้เนื่องจากเห็นว่านับวันข้อมูลที่ต้องการประมวลผลก็ยิ่งมีมากขึ้น ความต้องการหน่วยความจำสูงขนาดมหึมาดูจะยิ่งทวีคูณขึ้น ค่าใช้จ่ายทางด้านคอมพิวเตอร์แม้จะถูกลงตามทฤษฎีของมัวร์ที่ว่าในแต่ละปีเทคโนโลยีสูงขึ้นสองเท่าขณะที่ราคาถูกลงสองเท่า อย่างไรก็ตามดูเหมือนทฤษฎีของมัวร์ยังเปลี่ยนแปลงช้าเกินไปไม่ทันกับความก้าวหน้าที่เป็นไปอย่างอภิมหารวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงลองปรับเอาวิธีการทางชีววิทยามาใช้นั่นคือการเก็บข้อมูลในรูปของดีเอ็นเอหรือใช้เป็นฐานสี่แทนที่จะเป็นฐานสองดังที่เคยทำกัน

ข้อมูลจำนวนอภิมหาศาลในอนาคตอันไม่ไกลนี้อาจจะไม่มีที่จัดเก็บหากยังคิดเก็บในรูปความจำอิเล็คโทรนิกส์แบบเก่า ดร.เชิร์ชเชื่อว่าหากปรับเปลี่ยนความจำอิเล็คโทรนิกให้กลายเป็นความจำโมเลกุลหรือ molecular memory กระบวนการเก็บและการประมวลผลน่าจะง่ายกว่ากันแยะ เพราะเทคโนโลยีจีน (gene technology) นับวันจะยิ่งก้าวหน้า รวดเร็วและราคาถูกลงจนแทบไม่น่าเชื่อ เปลี่ยนแปลงไวกว่าทฤษฎีของมัวร์เสียด้วยซ้ำ

ในพื้นที่จัดเก็บขนาดเท่าๆกัน การเก็บความจำในรูปของดีเอ็นเอจะทำได้มากกว่า เอาเป็นว่ามากกว่าทั้งแบบแฟลชเมโมรีที่ใช้กันอยู่ทั่วไปและแบบ quantum holography ซึ่งเป็นรูปแบบการเก็บความจำด้วยเทคโนโลยีควันตัมที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาสดๆร้อนๆ การเก็บในรูปดีเอ็นเอจะคงทนถาวรกว่าหลายร้อยเท่า ลองนึกถึงการเก็บข้อมูลในรูปฮาร์ดดิสก์ที่ทิ้งไว้สักห้าหกปีปรากฏว่าแผ่นดิสก์เกิดปัญหาเสื่อมลงกระทั่งถอดรหัสความจำออกมาไม่ได้ ต้องซ่อมแซมกันวุ่นวาย ในขณะที่ดีเอ็นเออายุหกสิบล้านปีของสัตว์ประเภทไดโนเสาร์ นักชีววิทยายังสามารถถอดรหัสออกมาได้ง่ายๆชนิดที่แทบไม่มีการบุบสลายเลย

นักวิทยาศาสตร์จาก MIT ที่เข้ามาร่วมงานอย่าง ดร.โจเซฟ จาคอบสัน (Joseph Jacopson) สำทับไว้ด้วยว่ากระบวนการเก็บข้อมูลแบบดีเอ็นเอมีประสิทธิภาพที่สุด ใช้พื้นที่การจัดเก็บน้อยที่สุด รักษาข้อมูลไว้ได้นานที่สุด คงทนมากที่สุด เป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างเทียบกันไม่ได้ ปัญหามีอยู่เพียงอย่างเดียวคือกระบวนการถอดรหัสดีเอ็นเอก็ดี การสร้างสายดีเอ็นเอก็ดีในวันนี้แม้จะราคาถูกลงมากในระดับ 12 เท่าต่อปีแต่ยังแพงกว่าเทคโนโลยีอิเล็คโทรนิกส์แยะ

อีกปัญหาหนึ่งคือการสร้างความจำในรูปดีเอ็นเอแก้ไขได้ยากต่างจากความจำอิเล็คโทรนิกส์ที่แก้ไขได้ตลอดเวลา การแก้ไขได้ยากเพื่อป้องกันการผ่าเหล่าของจีนสร้างปัญหาให้การเปลี่ยนแปลงข้อมูลทำได้ยากจึงกลายเป็นทั้งข้อดีข้อเสีย ส่วนอีกปัญหาหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังคิดไม่ตกคือการถอดรหัสดีเอ็นเอที่ทำกันอยู่มักเกิดขึ้นทั้งสายหรือส่วนใหญ่ของสาย การแยกเป็นส่วนย่อยๆแบบข้อมูลอิเล็คโทรนิกส์ หากคิดจะทำต้องพัฒนาทั้งโปรตีนทั้งสายอาร์เอ็นเอขึ้นอีกมากมายมหาศาลเพื่อให้เข้ามาช่วย ความรู้ทางชีววิทยาดีเอ็นเอในขณะนี้ยังก้าวไปไม่ถึง เห็นทีจะต้องรอกันอีกนานพอสมควร

สิ่งที่นักวิจัยกลุ่มนี้ทำกันอยู่คือการแยกย่อยสายดีเอ็นเอออกเป็นส่วนเล็กๆขนาด 96 คู่เบส แต่ละกลุ่มจะมีบาร์โค้ดขนาด 19 บิต กำหนดเป็นที่อยู่ขึ้นมาว่าส่วนไหนของหนังสือจะอยู่ตรงท่อนไหนของสายดีเอ็นเอจากนั้นจึงจัดการอ่านหรือถอดรหัสโดยใช้เทคโนโลยีการถอดรหัสจีนที่มีอยู่ ปรับข้อมูลฐานสี่ให้กลับเป็นฐานสองเพื่อใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ถอดรหัสซ้ำอีกครั้ง งานนี้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแค่ 10 บิตใน 5.27 ล้านบิตเท่านั้น

งานผลิตหนังสือในรูปดีเอ็นเอวันนี้ราคายังแพงมากเพราะเทคโนโลยียังไม่พร้อม แต่ขอให้ลองฝันกันจริงๆจังๆว่าในอนาคตหนังสือทั้งห้องสมุด ผังเมืองใหญ่ทั้งเมือง ฐานข้อมูลประเทศทั้งประเทศจะถูกเก็บไว้ในรูปดีเอ็นเอบรรจุอยู่ในเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวได้ไม่สิ้นสุด เก็บไว้ในเซลล์แห้งๆฉาบไว้บนกระดาษแผ่นเล็กจิ๋วที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น คิดจะอ่านข้อมูลเมื่อไหร่ก็เอาเข้าเครื่องอ่านกลายเป็นข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์เป็นที่มหัศจรรย์พันลึก งานอย่างนี้ใครคิดว่าทำไม่ได้คงต้องคิดใหม่เพราะเรื่องราวที่ว่านี้กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้แล้ว