ปัญหาใหญ่ของคนในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และประเทศกำลังพัฒนาอย่างเฮติ อาร์เจนตินา ประเทศไทยคือ “โรคอ้วน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอ้วนลงพุงที่นำไปสู่ปัญหาเบาหวานประเภทที่สอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และอีกสารพัดโรครวมกันแล้วเรียกว่าโรคเมแทบอลิก นักวิชาการบางคนเรียกว่าโรคเสื่อม

โรคอ้วนลงพุงหากเป็นชายไทยเขาให้ดูขนาดเอวหากเกิน 36 นิ้วก็ต้องระวังไว้ ส่วนผู้หญิงนับกันที่เอวเกิน 32 นิ้ว ถ้าจะดูกันให้ลึกกว่านั้นต้องพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกายเกิน 25 วิธีคำนวณคือนำส่วนสูงคิดเป็นเมตรไปยกกำลังสองจากนั้นจงนำไปเป็นตัวหารค่าน้ำหนักคิดเป็นกิโลกรัม ผลที่ได้ออกมาหากเกิน 25 แสดงว่าท้วมแล้วหากเกิน 30 แสดงว่าเป็นโรคอ้วน นั้นล่ะคือปัญหา

นอกเหนือจากการดูพุง ยังนำแนะนำให้ดูความดันโลหิต ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด คอเลสเตอรอล รวมทั้งระดับน้ำตาล หากเจอความผิดปกติ้งแต่สองอย่างขึ้นไปร่วมกับพุงใหญ่แสดงว่าเป็นโรคเมแทบอลิกหรือเป็นโรคอ้วนลงพุง ใครไม่อยากเสียชีวิตก่อนกำหนด ก็ควรหาทางลดความอ้วนลงให้ได้ ซึ่งมีวิธีการอยู่เป็นร้อยวิธีที่แนะนำกันโดยเชื่อว่าช่วยทำให้ความอ้วนลดลงได้ มีตั้งแต่การอดอาหาร การเปลี่ยนชนิดและสัดส่วนของสารอาหาร การออกกำลังกาย การทำสมาธิ การใช้ยา สารพัดวิธีที่จะใช้ลดความอ้วน

ปัญหาใหญ่ของการลดวามอ้วนคือหลังจากสำเร็จกับน้ำหนักตัวที่ลดลงไประยะหนึ่ง แทบทุกคนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้สักพักไม่นานนักความอ้วนก็มักวิ่งคืนกลับมาเหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ นักวิทยาศาสตร์เริ่มเรียนรู้ว่าปัญหาใหญ่ของความอ้วนมาจากการกินมากกว่าสาเหตุอื่น ร่างกายรับพลังงานจากอาหารที่จ่ายออกไปจากการทำงาน คนที่อ้วนเพราะสาเหตุอื่นอย่างเช่น เมแทบอลิซึมในร่างกายผิดปกติหรือจากการใช้ยา หรือเกิดจากโรมีอยู่ไม่มากนักหรอก

ในเมื่อปัญหาของความอ้วนมาจากการกินก็ต้องแก้ที่การกินจะใช้วิธีการออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมการกินเลยยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ การกินจึงเป็นประเด็นหลักที่จะช่วยให้ความอ้วนลดลงได้ ว่าแต่ว่าจะให้กินหรือไม่ให้กินอะไร นักวิทยาศาสตร์เริ่มคิดกันอย่างนั้นแต่แล้วก็ต้องล้มเหลวอีก สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์เริ่มรู้ว่าการบังคับจิตใจให้กินหรือไม่กินอะไรคงทำได้ยาก เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนขึ้นมาควบคุมการทำงานของจิตใจ หากคุมฮอร์โมนไม่ได้อย่าหวังว่าจะชนะอำนาจจิตใจได้

ฮอร์โมนที่ควบคุมจิตใจในเรื่องการกินมีอย่างน้อย 3 ตัวๆแรกคือ “กรีลิน” (Ghrelin) สร้างขึ้นบริเวณตอนกลางของกระเพาะเป็นตัวกำหนดการทำงานของสมองบังคับร่างกายให้ต้องกิน จะเรียกว่าฮอร์โมนหิวก็น่าจะได้ว่ากันว่าร่างกายที่ได้รับอาหารจะเกิดการกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนตัวนี้ทำให้เกิดการเร่งให้ร่างกายกินอาหารมากขึ้น น้ำตาลถือเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนตัวนี้ที่ดีที่สุดคนที่กินหวานอ้วนง่ายก็เพราะกรีลินนี่แหละ

มีฮอร์โมนอีกสองตัวที่จัดเป็นฮอร์โมนอิ่ม ได้แก่ “เลพติน” (Leptin) สร้างจากเซลล์ไขมัน หากกินอาหารไปได้สักพกกระทั่งเกิดการสะสมไขมันในเซลล์ไขมัน เซลล์จะสร้างเลพตินเพื่อสั่งการให้สมองหยุดกิน คนที่อ้วนมากๆ ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่อเลพติน แม้เซลล์ไขมันสร้างเลพตินขึ้นมาได้ แต่สมองก็ไม่สามารถตอบสนองต่อเลพติน โรคอ้วนเกิดขึ้นมากขึ้นก็เพราะโปรตีนตัวรับเลพตินในสมองไม่ทำงานนี่เอง

ฮอร์โมนอิ่มอีกตัวหนึ่งคือ “พีวายวาย” (PYY) หรือ เพพไทด์วายวาย สร้างขึ้นบริเวณลำไส้เล็กตอนกลางและตอนปลาย ฮอร์โมนตัวนี้สร้างขึ้นเมื่อร่างกายได้รับอาหารไปพอสมควรช่วยกระตุ้นให้สมองสั่งการว่าหยุดกินได้แล้ว แต่สมองไม่ยอมสั่งการก็เพราะกรีลินยังทำงานอยู่ ขณะที่เลพตินไม่ยอมทำงาน ฮอร์โมนพีวายวายจึงน่าจะพอช่วยได้หากยังต้องการลดความอ้วนแต่พีวายวายมักสร้างได้น้อย นักวิทยาศาสตร์จึงอยากจะผลิตพีวายวายในรูปของยา ปัญหาคือ ร่างกายดูดซึมพีวายวายผ่านทางระบบทางเดินอาหารไม่ได้ จะฉีดพีวายวายผ่านทางหลอดเลือดก็ไม่น่าจะเหมาะ

ดร.โรเบิร์ต ดอยล์ (Rober Doyle) อาจารย์ด้านเคมีแห่งมหาวิทยาลัยไซราคิวส์ (Syracuse Universit) นำเสนอผลงานวิจัยผ่านทางวารสาร Journey of Medicinal Chemistry ต้นเดือน พฤศจิกายน 2011 เนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจโดย ดร. ดอยล์และคณะเคยประสบความสำเร็จกับการจ่ายอินซูลินผ่านทางปากมาแล้วโดยให้อินซูลินจับกับวิตามินบีสิบสองซึ่งวิตามินตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นเสมือนพาหนะขนส่งอินซูลินผ่านทางระบบทางเดินอาหารไปได้

คนอ้วนหากฉีดฮอร์โมนพีวายวายผ่านทางหลอดเลือดพบว่าช่วยลดการบริโภคอาหารให้พลังงานลงได้ ปัญหาคือพีวายวายถูกทำลายในระบบทางเดินอาหาร หากจะผลิตพีวายวายในรูปของยากินเห็นจะทำไม่ได้เพราะพีวายวายจะถูกทำลายในระบบทางเดินอาหารเสียก่อน อย่ากระนั้นเลยจับพีวายวายใส่ในพาหนะวิตามินบีสิบสอง เพียงเท่านี้ก็น่าจะช่วยให้ร่างกายดูดซึทพีวายวายได้แล้ว พีวายวายเมื่อผ่านเข้าสู่กระแสเลือดกลายเป็นพีวายวายอิสระผ่านเข้าสู่สมอง เพียงเท่านี้สมองก็สั่งการให้ลดการกินอาหารให้พลังงานได้แล้ว ความอ้วนย้อมลดลงได้ในที่สุด

งานที่ ดร.ดอยล์กำลังทำอยู่ขณะนี้คือพัฒนาโมเลกุลพ่วง Vit B12-PY Y โดยให้พีวายวายต่อเชื่อมกับวิตามินบี 12 เพียงเท่านี้ก็เชื่อว่าวิตามินบี 12 จะช่วยปกป้องไม่ให้ระบบเอนไซม์ในทางเดินอาหารทำลายพีวายวายได้แล้ว โดยใช้กลไกเหมือนเมื่อครั้งประสบความำสเร็จกับโมเลกุล Vit B12-Insulin มาแล้ว

หลังจากที่พัฒนาโมเลกุลพ่วงขึ้นมาได้ สิ่งที่ ดร.ดอยล์และคณะวางแผนจะทำต่อคือการนำเอาโมเลกุลพิเศษที่ว่านี้ใส่ลงไปในหมากฝรั่งเพื่อให้คนอ้วนนำไปเคี้ยวเพื่อปล่อยโมเลกุลพีวายวายเข้าสู่ทางเดินอาหารจากนั้นจึงดูดซึมเข้าสู่ร่างกายกระทั่งกระทั่งระดับพีวายวายในกรแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น เหตุที่เลือกหมากฝรั่งก็เพราะคนตะวันตกนิยมเคี้ยวหมากฝรั่งและเคี้ยวกันได้ทั้งวัน พีวายวายจะช่วยให้ร่างกายไม่อยากกินอาหารมื้อต่อไปให้มากนัก หากลดอาหารให้พลังงานได้น้ำหนักตัวก็น่าจะลดลงได้ในที่สุด

อีกไม่นานหรอกครับ หมากฝรั่งโมเลกุลพ่วงพีวายวายจะถูกนำออกมาวางตลาด คาดกันว่าน่าจะเป็นอีกสองสามปีหลังจากนี้ ใครเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดใหม่บ่อยๆ ความอ้วนลดลงได้ ลดเพราะร่างกายได้รับอาหารให้พลังงานนน้อยลงนั่นเป็นประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่งคือหมากฝรั่งลดความอ้วนชนิดพิเศษมีราคาแพงกระทั่งไม่เหลือเงินพอที่จะนำไปใช้จ่ายค่าอาหารชนิดอื่นแล้ว