ปัญหาสุขภาพใหญ่ที่สุดสำหรับประชากรในอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งโลกเกษตรกรรม ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาคืออุบัติการณ์โรคเสื่อม (degenerative diseases) หรือโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ (non-communicable chronic diseases) ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด กระดูกพรุน ความดันโลหิต ไขมันผิดปกติในเหลือด น้ำตาลสูงในเหลือด อินซูลินสูงในเหลือด

คำแนะนำในการป้องกันโรคกลุ่มนี้มีง่ายๆคือควบคุมโภชนาการและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การให้คำแนะนำนั้นง่าย แต่การทำตามคำแนะนำนี่สิช่างอยากเย็นแสนเข็ญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแนะนำให้ออกกำลังกายวันละครึ่งชัวโมงหรือออกกำลังกายสักสัปดาห์ละสามสี่ครั้งๆ ละครึ่งชั่วโมง ด้วยพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่เวลาแทบไม่มี แถมเครื่องทุ่นแรงสารพัด การออกกำลังกายดูเหมือนทำอยากเย็นแสนเข็ญกระทั่งหาคนที่ทำตามคำสั่งแพทย์ได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
ผลดีของการออกกำลังกายคือสุขภาพของปอด หัวใจ กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ ทำงานดีขึ้น โดยการออกกำลังกายทำให้ร่างกายเผาพลาญพลังงานมากขึ้นเนื่องจากเซลล์เกิดความต้องการพลังงานมีการนำกลูโคสทั้งจากเลือดจากเซลล์กล้ามเนื้อและตับที่อยู่ในรูปไกลโคเจนไปใช้โดยการสันดาบกระทั่งเกิดพลังงาน นอกจากนี้การออกกำลังกายแบบแอโรบิกยังส่งผลให้มีการเผาพลาญไขมันเพื่อสร้างพลังงาน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการตอบสนองการทำงานของอินซูลินของเซลล์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานและโรคอื่นๆได้อีกต่างหาก แพทย์จึงมักแนะนำคนไข้ให้ออกกำลังกาย

นักวิทยาศาสตร์เพียรพยายามศึกษากลไกทางชีวเคมีในร่างกายเพื่อสืบรู้ให้ได้ว่าขณะออกกำลังกายร่างกายเกิดปฏิกิริยาอะไรขึ้นบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์กล้ามเนื้อซึ่งเป็นเซลล์หลักที่ทำงานระหว่างการออกกำลังกายโดยสนใจเรื่องการเผาพลาญพลังงานการตอบสนองการทำงานของอินซูลินการสร้างความแข็งแกร่งในกล้ามเนื้อเองหากล่วงรู้ความลับได้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคอ้วน เบาหวาน รวมทั้งโรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวกับการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อได้

ดร. บรูซ สปีเกลแมน (Bruce Spiegelman) เป็นนักวิทยาศาสตร์สถาบัน The Dana-Faber Cancer Institute นครบอสตัน รัฐแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริการ ทั้งเป็นศาสตรจารย์ทางด้านชีววิทยาเซลล์ วิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาฮาวาร์ด ได้ร่วมกับคณะเขียนรายงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับออนไลน์เดือนมกราคม 2012 กล่าวถึงฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นในร่างกายสัตว์และมนุษย์ว่าสามารถทำให้เซลล์เปลี่ยนไขมันภายในจากไขมันสะสมหรือไขมันขาว (White fat) ให้เป็นไขมันที่สร้างพลังงานหรือไขมันสีน้ำตาล (brown fat) ได้

นักวิจัยกลุ่มนี้เชื่อว่าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่ปรับร่างกายเพื่อต่อต้านความหนาวเย็น เป็นกลไกที่เกิดวิวัฒนาการทั้งในสัตว์และมนุษย์ในอดีตเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากฮอร์โมนตัวนี้เป็นฮอร์โมนที่ค้นพบใหม่นักวิจัยจึงตั้งชื่อว่า “ไอริซิน” ( Irisin) ตามชื่อเทพเจ้าไอรีสในเทพนิยายกรีกโบราณซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับปวงเทพเจ้าทั้งหลายทำให้มนุษย์สื่อสารกับเทพเจ้าได้ เหตุผลที่ใช้ชื่อนี้เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยให้เกิดการสื่อสารหรือพูดคุยกันระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้โดยผ่านการทำงานของฮอร์โมนไอริชิน

จากการทดลองนักวิจัยให้ไอริซินแก่หนูทดลองปรากฏว่าหนูสูญเสียไขมันในร่างกายไป จำนวนหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าฮอร์โมนตัวนี้ช่วยเร่งการสลายไขมันได้คลับคล้ายว่าไอรินซินช่วยเปิดสวิตช์การสลายพลังงานในเซลล์ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าไอริซินช่วยลด ความเสียหายที่เกิดจากการกินอาหารไขมันสูงได้ด้วยช่วยให้หนูลดความเสียหายที่เกิดจากโรคอ้วนและโรคเบาหวานซึ่งเป็นโรคสำคัญที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการสะสมไขมันในร่างกายมากเกินไป

นักวิจัยวิจารณ์ในงานดทลองว่าแม้ไม่มีข้อมูลยืนยันแต่พอจะเชื่อได้ว่าการออกกำลังกายนอกจากสร้างผลดีต่อสุขภาพในเรื่อที่เราพอจะรับทราบกันอยู่แล้วน่าจะให้ผลดีที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสารสื่อประสาทในระบบประสาทพร้อมกันไปด้วยเหตุผลนี้เองนัก
วิจัยจึงเชื่อว่าน่าจะมีหนทางแก้ปัญหาโรคกล้ามเนื้อฝ่อหรืออ่อนแรงหรือสลายที่ทำให้เกิดการพิการในผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เจฟฟรี ฟลายเออร์ (Jeffrey Flier) คณบดีวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ซึ่งเป็นแพทย์ทางด้านต่อมไร้ท่อออกมาสนับสนุนว่าการค้นพบฮอร์โมนตัวใหม่ที่ว่านี้อาจจะช่วยให้วงการวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างการออกกำลังกาย น้ำหนักตัว และโรคเบาหวานได้มากขึ้น ก่อนหน้านี้เราพอจะทราบอยู่แล้วว่าน้ำหนักตัวสร้างปัญหาให้เกิดเบาหวานง่ายขึ้น หากออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงเพียงแต่เข้าใจเอาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับอินซูลินรวมทั้งฮอร์โมนตัวอื่นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วเพียงแต่อธิบายกลไกไม่ลึกซึ้งสักเท่าไหร่

ครั้งนี้เมื่อได้รู้จักฮอร์โมนไอริซินยิ่งถ้าได้รู้จักตำแหน่งของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับยีนตัวนี้จะทำให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายกับการเผาพลาญไขมันในเซลล์ได้มากขึ้นไม่ใช่แค่โรคเบาหวานเพียงอย่างเดียวที่วงการแพทย์สนใจ ยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานและโรคอ้วนอีกตั้งมากมายที่รอการอธิบายกลไกอยู่

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อทำงานวิจัยได้ผลน่าพอใจและมั่นใจว่าสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ในเชิงธุรกิจได้ก็มักจะตั้งบริษัทพัฒนายาหรือผลิตภัณฑ์ขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว นายแพทย์สปิเกลแมนก็เช่นเดียวกัน ได้ตั้งบริษัท Ember Therapeutics ขึ้นโดยระดมทุนให้ได้ 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดหวังว่าจะพัฒนายาที่ช่วยกระตุ้นการสร้างหรือการทำงานของไอริซิน

สรุปเอาง่ายๆเป็นว่าอยากจะหายาที่ช่วยให้ผู้ป่วยเพียงแค่กินยาก็ช่วยให้กล้ามเนื้อพัฒนาศักยภาพการออกกำลังกายเซลล์ไขมันเร่งการสลายพลังงานเปลี่ยนสภาพไขมันขาวเป็นไขมันน้ำตาลได้ ไม่ต้องออกกำลังกายจริงๆ แค่กินยาก็สุขภาพดีได้ว่ากันอย่างนั้น ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเช่นที่นักวิจัยเคยล้มเหลวกับฮอร์โมน adiponectin มาแล้วค่อไปว่ากันที่หลัง