มนุษย์อยากจะเป็นอมตะหรือมีชีวิตนิรันดร์มากที่สุด เรื่องนี้ดูเหมือนแทบทุกคนพากันยอมรับ คำถามคือแล้วจะทำอย่างไร ปรากฏว่ามีอยู่หลายคำตอบซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีด้านอณูชีววิทยาแทบทั้งนั้น อย่างเช่นการหาทางต่อสายเทโลเมอเรสที่อยู่ตรงปลายของโครโมโซม การปลูกถ่ายสมองหรือความเป็นตัวตนของมนุษย์เข้าไปไว้ในหุ่นยนต์ที่มีชีวิตนิรันดร์ การทดแทนอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เสื่อมโทรมลงของมนุษย์โดยใช้อวัยวะหรือเนื้อเยื่อใหม่ๆที่ได้มาจากสัตว์ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึงเรามาว่ากันด้วยเทคโนโลยีหลังนี่ก็แล้วกัน

เอาเฉพาะในสหรัฐ แต่ละปีมีผู้ต้องการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะประมาณ 8 หมื่นคน นั่นเป็นแค่ประเทศเดียว หากนับทั่วทั้งโลกน่าจะมีนับล้านคน หนทางรอดของผู้ต้องการอวัยวะใหม่เหล่านี้คือต้องมีผู้บริจาคอวัยวะที่ผู้ป่วยต้องการในจำนวนมากพอๆกัน เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น มีคนบริจาคอวัยวะน้อยกว่าความต้องการจริงมาก ผู้ป่วยที่โชคดีก็ได้รับอวัยวะจากผู้บริจาคไป โชคร้ายหน่อยคือไม่ได้รับบริจาคอวัยวะเลย ผู้ป่วยกลุ่มหลังนี่เองที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดถึงคลังอวัยวะที่น่าจะได้แก่สัตว์ และสัตว์ที่หลายฝ่ายมองมากที่สุดคือสุกรหรือหมู

เหตุที่นักวิทยาศาสตร์คิดถึงสุกรเป็นอันดับแรกเนื่องจากอวัยวะของสุกรหลายชนิดมีขนาดใกล้เคียงกับมนุษย์ ทั้งสุกรยังหาได้ง่าย เติบโตเร็ว ค่าใช้จ่ายไม่แพงสักเท่าไหร่ หากทำสำเร็จ รับรองได้ว่าปัญหาอวัยวะไม่เพียงพอหมดไปอย่างแน่นอน จะเปลี่ยนหัวใจ ปอด ไต ตับ เลนส์ตา กระจกตา ใช้อวัยวะเหล่านี้จากสุกรได้ทั้งนั้น ปัญหาที่มีอยู่คือการเปลี่ยนอวัยวะจากสัตว์ประเภทหนึ่งไปสีอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Xenotransplantation สร้างปฏิกิริยาต่อต้านในร่างกายค่อนข้างรุนแรง ร่างกายมนุษย์ไม่ยอมรับอวัยวะแปลกปลอมที่มาจากสัตว์

การตรวจทางอณูชีววิทยาพบว่าในสายดีเอ็นเอของสุกรมียีน GGTA1 ซึ่งไม่มีในมนุษย์ ยีนนี้ทำหน้าที่ผลิตโปรตีนเอนไซม์ชื่อว่า 1, 3-galactosyltransferase ทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลชนิดที่ร่างกายมนุษย์ไม่ยอมรับ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จึงต้องหาทางกำจัดอวัยวะจากสุกรที่ปลูกถ่ายออกไป หากต้องการให้ร่างกายมนุษย์ยอมรับอวัยวะจากสุกรจำเป็นต้องหาทางกำจัดยีนนี้ออกจากสุกรให้ได้ ด้วยเทคโนโลยียีนในยุคปัจจุบันการตัดยีนออกแค่ยีนเดียวย่อมสามารถทำได้

เอาเข้าจริงปัญหายังไม่หมด นอกจากความไม่เข้ากันกระทั่งสร้างปัญหาทางด้านภูมิต้านทานแล้ว ยังมีเรื่องกลไกการแข็งตัวของเลือดเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เนื่องจากกลไกการแข็งตัวของเลือดในสุกรแตกต่างจากในมนุษย์ซึ่งจะสร้างปัญหาทำให้ร่างกายมนุษย์ที่รับอวัยวะจากสุกรถึงแม้จะตัดยีน GGTA1 ไปแล้ว ยังแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่ออวัยวะใหม่ในเชิงลบอยู่ดี อย่างเช่นการสร้างลิ่มเลือดห้อมล้อมอวัยวะใหม่ สุดท้ายอวัยวะใหม่ก็อยู่ไม่ได้

มาร์ทีน รอธบลัตต์ (Martine Rothblatt) ซีอีโอบริษัทยาที่ชื่อ United Therapies รัฐแมรีแลนด์ ผลิตยารักษาความดันสูงในหลอดเลือดแดงที่ไปสู่ปอดเรียกว่า pulmonary arterial hypertension หรือ PAH โรคนี้พบค่อนข้างยากแต่ใครป่วยด้วยโรคนี้หากไม่ทำการปลูกถ่ายปอดใหม่เป็นต้องเสียชีวิตทุกราย ชะลอความตายได้ด้วยการใช้ยาเท่านั้นซึ่งไม่ได้ช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตมากมายสักเท่าไหร่

รอธบลัตต์โชคร้ายค่อนข้างมากตรงที่มีลูกสาวชื่อเจเนซิสป่วยด้วยโรค PAH จำเป็นต้องหาปอดใหม่มาปลูกถ่ายไม่งั้นไม่มีหนทางรอด ปัญหาคือผู้ป่วยกลุ่มนี้ร้อยละ 90 หาปอดใหม่ไม่ได้หรือไม่ทันการ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นกับลูกของตนเอง รอธบลัตต์จึงคิดถึงการทำธุรกิจใหม่นั่นคือหาทางเร่งพัฒนาการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ ซึ่งหากทำได้ไม่ใช่แค่รักษาลูกสาวของตนเองเท่านั้นแต่ยังรักษาผู้ป่วยที่รอการเปลี่ยนอวัยวะได้แทบทั้งหมด ขนาดธุรกิจจะใหญ่ขนาดไหนพวกเราคงพอนึกภาพออก

เรื่องการกำจัดยีน GGTA1 ด้วยเทคโนโลยีอณูชีววิทยาในขณะนี้ไม่ใช่ประเด็น ปัญหาของความแตกต่างในระบบการแข็งตัวของเลือดยังคงมีอยู่จำเป็นต้องกำจัดยีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดในสุกรออกไปด้วย รอธบลัตต์ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานไปแล้วใน 4 กลไกย่อยในกลไกการแข็งตัวของเลือดสุกร ยังเหลืออีก 8 กลไกย่อยที่ต้องแก้ไขต่อไป คาดว่าอีกไม่นานคงสำเร็จ สุกรของรอธบลัตต์จะปลอดทุกกลไกปัญหาอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปรับยีนของสุกรตามที่ต้องการได้แล้ว นักวิทยาศาสตร์จัดการโคลนนิ่งเซลล์ปลอดยีนปัญหากระทั่งได้ตัวอ่อนสุกรที่ต้องการจากนั้นจึงนำตัวอ่อนไปฝังไว้ในมดลูกของแม่สุกร ปล่อยไว้สามเดือนลูกสุกรที่ปลอดยีนที่สร้างปัญหาต่อมนุษย์ก็พร้อมที่จะคลอดออกมาดูโลก เลี้ยงดูลูกสุกรกลุ่มนี้จนกระทั่งมีอวัยวะในขนาดที่ต้องการ จึงนำเอาอวัยวะออกมาตรวจความสอดคล้องกับร่างกายผู้ป่วยที่รออวัยวะ มั่นใจว่าไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านแน่นอนแล้วจึงเปลี่ยนถ่ายอวัยวะสุกรให้กับผู้ป่วย ในที่นี้คือปอดเพราะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเนื่องจากลูกสาวของรอธบลัตต์กำลังรอปอดใหม่

ขั้นตอนต่อไปถัดจากปอดสุกรคือหัวใจ ไตและตับ นอกจากนี้ยังมีกระจกตาที่มีผู้ป่วยรอการปลูกถ่ายอยู่ทั่วโลกนับจำนวนล้านรายแค่ประเทศจีนประเทศเดียวก็มีผู้ป่วยรอเปลี่ยนกระจกตาอยู่เฉียดล้านราย ทางบริษัทคาดว่าขั้นตอนเหล่านี้จะใช้เวลาเตรียมการนานประมาณ 5-7 ปี ก่อนปี 2020 ทางบริษัทน่าจะสร้างธุรกิจใหม่ด้านการเปลี่ยนอวัยวะจากสุกรสู่มนุษย์ได้เป็นผลสำเร็จ ไม่ต้องพูดถึงรายได้ในอนาคตเอาแค่ประโยชน์ด้านการรักษาชีวิตผู้ป่วยก็คุ้มค่าแล้ว บริษัทยืนยันทำนองคิดเชิงคุณธรรมไม่ได้คิดเชิงธุรกิจว่ากันให้ไพเราะเสนาะหูอย่างนั้น

สิ่งเดียวที่อาจจะขวางบริษัทสู่ความสำเร็จคือการคัดค้านจากกลุ่มจริยธรรมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ กลุ่มจริยธรรมทางการแพทย์ กลุ่มสิทธิผู้ป่วย รวมถึงกลุ่มมุสลิมและยิวที่มองสุกรเป็นสัตว์ต้องห้าม โดยเฉพาะสองกลุ่มหลังนี้ชูประเด็นเรื่องไวรัส PERV (Porcine Endogenous Retrovirus) จากสุกร ซึ่งทางบริษัทเองก็ยอมรับว่าอาจจะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ไวรัสกลุ่มนี้กลายพันธุ์กระทั่งระบาดสู่มนุษย์ได้ การใช้สัตว์อื่นที่ใกล้เคียงกับสุกรจึงอาจเป็นทางออกที่ทางบริษัทคงต้องไปพิจารณาหาทางพัฒนากันเองในอนาคต